บทที่ 2 — คันธนูของช่างฝีมือพเนจร

บทที่ 2 — คันธนูของช่างฝีมือพเนจร รุ่งสางของค่ายทัพฉินเหมือนโลกถูกปาดด้วยแปรงสีเทา หมอกบางคลุมผืนดินที่ย่ำจนแข็ง ทหารผลัดเวรกลับเข้ากองไฟอย่างเงียบ ๆ เสียงเกราะกระทบกันเป็นจังหวะเบา ๆ คล้ายระฆังเช้า หลิวหานตื่นขึ้นจากการงีบหลับที่ไม่ต่างจากการเฝ้าดูความมืดผ่านเปลือกตา เขายังนั่งพิงเสาเต็นท์เดิมที่เมื่อคืนเกือบกลายเป็นใบตัดสินคอของตัวเอง กลิ่นควันไฟเจือกลิ่นเหล็กอุ่น ๆ ลอยอ้อยอิ่ง ใกล้กันนั้น อวี้หานยืนกอดอกอยู่ในเงาควัน ราวเสาหลักที่บัญชาการเงียบ ๆ โดยไม่ต้องพูดคำ “ลุกเถอะ ช่างพเนจร” เธอกล่าว เสียงไม่ดังแต่แทงทะลุตะเกียง “วันนี้ เจ้าจะพิสูจน์ให้ค่ายเห็นอีกครั้ง ว่าสิ่งที่ทำเมื่อวานไม่ใช่ความบังเอิญ” หลิวหานผงกหัว ลมหายใจแรกหลังตื่นเต็มปอดด้วยอากาศที่ไม่มีแอร์ ไม่มีพลาสติกและแมสก์—มีแต่ฝุ่นและคำถาม เขาลุกยืน สะพายกระเป๋าเป้ เขารู้ว่าของในนั้นคือพรมวิเศษผืนเล็กที่พาเขาข้ามศตวรรษมา และอาจพาเขากลับไม่ได้อีกเลย เพราะโลกนี้ไม่ใช่หนัง แต่เป็นเหล็กและเลือดจริง ๆ อวี้หานพาเขาไปสนามฝึก—ลานดินกว้างถูกกั้นด้วยเสาไม้ สลักรอยดาบ รอยหอกเป็นทางยาว เป้าไม้ปักเรียงไว้สามระยะ—ยี่สิบก้าว สามสิบก้าว ห้าสิบก้าว ข้าง ๆ มีโต๊ะไม้หยาบ ๆ วางวัสดุไว้เป็นกอง—ไม้ไผ่หลายลำ เชือกปอ เศษเหล็กหนาบางคละกัน ลิ่มไม้ คีมกึ่งโบราณ ค้อน หินลับ ลำไม้สนแห้ง ขนนกกวางป่าแห้ง จังหวะตะวันไต่ขอบฟ้า เขาบอกตัวเองว่า นี่คือห้องทดลองที่มีทั้งเครื่องมือและผู้พิพากษาอยู่พร้อมหน้า “ทำได้ทุกอย่างที่คิดว่าจะมีประโยชน์ในสนามรบ” อวี้หานเอ่ย พลางส่งสัญญาณให้ทหารห้าหกนายถอยออกไปเป็นวงกว้าง “แต่อย่าทำให้ค่ายระเบิด” เธอเติมท้าย แววตานิ่งแต่ปากยิ้มแผ่ว อย่างกับรู้ว่าในกระเป๋าของเขามีสิ่งที่โลกนี้ยังไม่มีชื่อเรียก “ข้าจะเริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด” หลิวหานพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเธอ เขาหยิบไม้ไผ่ลำหนึ่งขึ้นมา—อายุไม่น้อย เส้นใยแน่นแต่ยืดหยุ่น เขาไล่มือตามข้อไผ่ฟังเสียงแห้งกรอบเบา ๆ ใช้สายตาวัดแนวทรงโค้งที่ธนูควรเป็น ก่อนใช้มีดพับกรีดเฉือนผิวที่หยาบออกทีละนิด เสียงมีดบนไผ่ดัง ซึบ ซึบ เหมือนปลดเปลือกความหวาดกลัวจากคืนก่อน “เหตุใดต้องไม้ไผ่?” อวี้หานถาม ทั้งที่เธอคงรู้อยู่แล้วว่าไม้ไผ่คือตัวเลือกพื้นฐานของธนูชั่วคราว “เพราะมัน” เขาเคาะเบา ๆ “มีเส้นใยยาว รับแรงดัดได้ดี—และอยู่แถวนี้” เขายิ้ม “ถ้าไม่มีไม้ไผ่ ข้าคงไปขุดลำไทร หรือเสนอให้ใช้แผ่นสปริงโลหะบาง ๆ ที่ไม่มีในโลกนี้” เขาพูดคำสุดท้ายเบาลง แต่แววตาที่มองเธอไม่หลบ เธอค้อมหัวแผ่ว ๆ “พูดต่อ” หลิวหานวัดช่วงแขน ใช้เชือกกำหนดจุดหูธนูที่ปลายสองข้าง เหลาให้เรียวเพื่อรับแรง ไม่แคบเกินไปไม่งั้นจะหัก เขา ผ่า แผ่นไม้ไผ่บางส่วนตรงกลางด้านหลัง—สร้างร่องนิด ๆ เพื่อให้ยอมโค้งโดยไม่แตก แล้วเสริมด้วยแผ่นไม้สนฝานบางที่รัดด้วยเชือก ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิด “ลามิเนตแบบบ้านนอก” ที่เพิ่มแรงเด้งคืนโดยไม่รู้ศัพท์เทคนิคภาษาจีนโบราณ ใต้สายตาทหารจำนวนหนึ่งที่เริ่มหายใจลึกตามจังหวะค้อนของเขา “ธนูดีต้องไม่ใช่แค่ดึงแล้วไม่หัก” เขาพูดกับทหารที่ยืนมอง “มันต้อง ‘คืนพลัง’ ให้ลูกศรอย่างมีประสิทธิภาพ—เหมือนทัพที่โผนแล้วถอยตั้งหลักเร็ว” คำอธิบายเรียบง่ายแต่ทำให้พวกทหารพยักหน้า เพราะพวกเขารู้จักคำว่า “ถอย” และ “ตั้งหลัก” ดีกว่าคำว่า “ประสิทธิภาพ” หลังขึ้นรูปคันธนู เขาเริ่มงานสายธนู—ปอที่นี่หยาบ แต่ถ้าบิดรวมหลายเส้นแล้วตีเกลียว จะได้แรงรับดึงเพิ่ม เขาจับปลายเชือกเกี่ยวหูธนูสองฝั่ง แล้ว “ตั้งสาย” ครั้งแรกอย่างระวัง คันไผ่โค้งขึ้นดุจคันพิณ เขาคลึงสายด้วยนิ้ว—เสียง ตึง ใสกว่าที่คิด “ใช้ได้” เขากระซิบ ต่อไปคือหัวใจที่สอง—ลูกศร เขาเลือกกิ่งไม้ตรงเสี้ยม ขัดให้เรียบพอ และใช้เศษเหล็กบางขึ้นรูปหัวสามเหลี่ยมยาว—ไม่ต้องงาม ขอให้ปักแล้วฝัง เขาเฉือนท้ายลูกศรผ่าให้บางเพื่อเสียบขนนกสามกลีบ—เสถียรภาพคือชัยชนะของคนที่มือสั่น เขาใช้ขนนกกวางแห้งที่ให้มา ขัดเสี้ยนแล้วผูกด้วยเส้นเอ็นจุ่มน้ำอุ่นให้ยืด ก่อนจะหดรัดแน่นเมื่อแห้ง อวี้หานยืนมองกระบวนการทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ เธอไม่ใช่คนมองของแปลกแล้วอ้าปาก แต่เป็นคน “วัด” ว่ามันใช้งานได้หรือไม่ ใต้ดวงตาเยือกเย็นนั้น หลิวหานเห็นคำถามที่คนบนสนามรบเท่านั้นจะถาม—มันจะยิงได้ไกลเท่าไร? แรงพอทะลุเกราะหนังไหม? และที่สำคัญ—ทำได้กี่อันในหนึ่งวัน? “ลอง” เธอว่า สั้น ง่าย และชัดเจน หลิวหานยกคันธนู ตรวจสายอีกครั้ง เล็งเป้าแรกที่ยี่สิบก้าว เขาดึงสาย—รู้สึกแรงต้านเท่ากับที่ไหล่ตัวเองเคยรู้ตอนปีหนึ่งฝึกยิงธนูสมัยมหาวิทยาลัย ต่างกันแค่ตอนนั้นเป้าเป็นยางโฟม ตอนนี้คือไม้เนื้อแข็งที่รองรับสาปแช่งจริง ๆ เขาปล่อย ฉึก! ลูกศรฝังหัวเกือบครึ่ง ดินกระเด็น เสียงทหารรอบสนามดังฮือเบา ๆ อย่างอดใจไม่ไหว เขาไม่รอให้เสียงหยุด เลื่อนเป้าไปสามสิบก้าว ดึงลึกขึ้นอีกนิด รู้สึกจังหวะคันธนูตอบสนองเหมือนเครื่องดนตรีที่เริ่มคุ้นมือ ปล่อย ฉึก! ตรึงแน่นกว่าเดิม อวี้หานไม่พูด เธอเหลือบตาไปที่เป้าห้าสิบก้าว—แววตานั้นคือคำสั่ง หลิวหานยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ได้สิ” เขาขยับเท้า เสียบลูกศรที่สาม ตั้งศูนย์เล็งเงียบ ๆ ปรับมุมขึ้นเล็กน้อย—สมองเขาวาดเส้นโค้งพาราโบลาโดยไม่ตั้งใจ ลมเช้านี้พัดจากซ้ายไปขวาเบา ๆ เขารอจังหวะลมสงบ ปล่อย วูบ—ลูกศรครูดอากาศไปอย่างมีศักดิ์ศรี ฉึก! ปักตรงวงกลางเป้า ไม้เป้าร้องเสียงต่ำเหมือนรับรู้ความพ่ายแพ้ ทหารบางคนเผลอตบโล่ตัวเองจนเกิดเสียงโลหะดังสะท้อนค่าย อวี้หานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาที่สงบเสมอมีกลิ่นของความพอใจเพียงปลายเล็บ “ธนูนี้ของเจ้า” เธอกล่าว “แต่สงครามไม่รอความงาม เราต้องการมากกว่าหนึ่ง จงสาธิตให้ช่างของเราดู ว่าสามารถทำซ้ำได้จริงภายในครึ่งวัน” คำว่า “ทำซ้ำ” ในโลกของเธอไม่ใช่ศัพท์โรงงาน แต่มันคือชีวิตของทหารปลายแถว หลิวหานพยักหน้า—นี่คือภาษาที่เขาเข้าใจ เขาเรียกทหารช่างสี่คนเข้ามาล้อมโต๊ะ แบ่งงานออกเป็นสถานี: เลือกคัดไม้ไผ่—ขึ้นรูป—ขึงสาย—ทำลูกศร เขาสาธิตท่ามือ ความยาวตัด ข้อควรระวัง และ “เหตุผล” หลังทุกขั้น—ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาจำท่อง แต่เพื่อให้พวกเขาปรับเองเมื่อวัสดุเปลี่ยน เขาผูกปอแล้วให้ทุกคนจับทีละคน เพื่อให้ฝ่ามือติดเสียง ตึง แบบเดียวกัน เขาพูดว่า “เสียงที่ใช่ จะทำให้ไหล่ของเจ้าจำแรงดึงเอง” หนึ่งในทหารช่างถาม “แล้วถ้าขาด ของเราไม่มี ‘เอ็นยืด’ เหมือนที่เจ้าใช้เมื่อวาน” หลิวหานยิ้ม “ใช้เอ็นสัตว์แทน—ต้มให้นิ่ม ตากให้แห้ง ใช้รัด—จะหดตัวเอง” เขาเหล่ไปทางอวี้หาน “ถ้าได้เวลา ข้าจะสอนกลึง ‘คันลั่น’ ให้หน้าไม้แบบยิงต่อเนื่องสามนัด” “หน้าไม้ยิงสามนัด?” เสียงซุบซิบไหลเร็วเหมือนลม อวี้หานยกมือคลายข่าวลือทันที “วันนี้ ธนูก่อน” เธอสั่ง เสียงเด็ดขาดแต่ไม่ดับไฟความอยากรู้ในดวงตาทหาร เมื่อคันธนูสามคันแรกจากมือทหารช่างเสร็จ หลิวหานทดสอบด้วยตัวเอง—ดึงขึ้น ลง ปรับหู ปรับมุม ผิวคันถูกขัดด้วยทรายหยาบจนลื่นมือ ลำแรกยิงได้ตรงแต่แรงยังไม่เต็ม เขาเสริมไม้สนแผ่นบางบนหลังคัน—แรงดีขึ้น ลำที่สองสายหย่อน—เขาสอนเคล็ดมัดเชือกเพิ่มตรงหูเพื่อชดเชยความยาว ลำที่สามโค้งไม่เท่ากัน—เขาสอน “กลับด้าน” เพื่อถ่วงสมดุล การแก้แบบสด ๆ กลายเป็นบทเรียนที่ทหารช่างกลืนลงไปพร้อมกลิ่นควันเช้า การทดสอบอย่างเป็นทางการเริ่มตอนแดดขึ้นพ้นหมอก แม่ทัพเกราะดำ—บิดาของอวี้หาน—ก้าวเข้ามายืนริมสนาม ตาทั้งค่ายหันตามโดยอัตโนมัติ เขาไม่พูดคำโอ้อวด แค่พยักหน้าให้เริ่ม หลิวหานส่งคันธนูหนึ่งในสามให้ทหารร่างหนา “เจ้ายิง” เขาพูดสั้น ๆ ชายคนนั้นไม่คุ้นกับคันที่เบากว่าหน้าไม้ของตน แต่เมื่อยกขึ้น เล็ง และปล่อย—ลูกศรปักเป้าสามสิบก้าวฉับเดียว เสียงโห่ดังขึ้นตามคาด หลิวหานเว้นจังหวะก่อนส่งคันที่สองให้ชายร่างกลาง และคันที่สามให้เด็กหนุ่มที่น่าจะพึ่งเข้าทัพ—ทั้งสองยิงโดนในระดับที่แม่ทัพเรียกว่า “ใช้การได้ในสนามจริง” ซึ่งเพียงพอจะเปลี่ยนคำว่า “ของแปลก” ให้เป็น “อาวุธ” แม่ทัพก้าวช้า ๆ มาหยุดหน้าเขา ใบหน้าที่เมื่อคืนแข็งกร้าว บัดนี้มีเงาแสงที่อธิบายยาก เขาก้มลงหยิบลูกศรจากเป้า ขึ้นคันธนูของหลิวหานเอง—มือที่เคยชินกับดาบหนักทำให้คันธนูดูเล็กลง—เขาดึงสายราวกับดึงโชคชะตา ปล่อย—ลูกศรพุ่งเฉียงขึ้นเล็กน้อยก่อน ฉึก กลางวงเป้าห้าสิบก้าว เสียงโห่ครืนขึ้นเหมือนคลื่นซัดโขดหิน “ฝีมือเจ้า… ไม่ใช่ลมปาก” แม่ทัพว่า “ตั้งแต่วันนี้ เจ้าจะเป็นที่ปรึกษาอาวุธของกองฉิน ประจำค่ายนี้” เขาหันไปทางอวี้หาน “ให้ลูกข้าดูแลเจ้า—และคุมงานผลิตธนูร้อยคันภายในสิบวัน” ร้อยคันในสิบวัน—เสียงตัวเลขนั้นกระแทกกระดูกสันหลังหลิวหาน แต่เขาคิดไวกว่าเสียงหัวใจ “ถ้ามีคนพอ กับวัตถุดิบไผ่พอ—ทำได้” เขาตอบโดยไม่ลังเล “แต่ข้าขอเพิ่ม—ตั้งทีม ‘ลูกศร’ แยกต่างหาก และหาโลหะบางทำหัวศรให้คมขึ้น ถ้าไม่มี—ใช้กระดูกสัตว์ผิดฤดูรองก่อน” เขาหยุดหายใจหนึ่งช่วง “และขออนุญาตตั้ง ‘คลังอุ่นสาย’ ไม่ให้สายชื้น” แม่ทัพนิ่งไปเสี้ยววินาที—นี่คือภาษาคุมทัพของอีกยุคหนึ่ง แต่ความหมายเหมือนกัน เขาพยักหน้า “ให้สิ่งที่ต้องการ—ในขอบเขตที่ค่ายให้ได้” อวี้หานยกคางเล็กน้อย “ข้าจะคุมเรื่องไม้ไผ่และคนให้ เจ้า—” เธอหันมามองหลิวหาน “—คุมเรื่องไฟและความคิด” สองคำหลังทำให้เขาเผลอยิ้ม เพราะไฟในมือเขามาจากไฟแช็กเล็ก ๆ และไฟในหัวมาจากโลกที่ไม่มีใครในที่นี้เคยเห็น ก่อนจบการทดสอบ หลิวหานขอเวลาหนึ่งชั่วยาม เขาดึงของจากกระเป๋าเป้อีกอย่าง—ไฟแช็ก ขวดน้ำ มาม่าคัพ—เสียงฮือฮาเริ่มดังอีกรอบ เขาวางหม้อโลหะเล็กบนกองถ่าน จุดไฟด้วยนิ้วเดียว เปลวลุกพรึ่บราวคาถา เขาเทน้ำ ใส่มาม่าคัพลงไปเพื่อเดือดไว แล้วช้อนเส้นขึ้นโชว์ “ในโลกของข้า อาหารด่วนทำให้ทหารเดินได้เร็วขึ้น… อย่างน้อยก็หัวใจ” เขายื่นตะเกียบไม้ให้ อวี้หานมองเส้นสีเหลืองสว่างไสวเหนือไอร้อน เธอรับไปชิมอย่างไม่แสดงความหวั่นใจ—คิ้วขมวดน้อย ๆ จากรสเค็มจัดและกลิ่นแปลกใหม่ “แปลก” เธอสรุป “แต่กินได้ และอุ่นท้องไว” คนรอบ ๆ หัวเราะเบา ๆ ครั้งแรกของเช้าวันนั้นที่หัวเราะไม่มีดาบอยู่ในเสียง หลิวหานมองไอร้อนลอยขึ้น อนาคตของเขาก็ลอยขึ้นไปด้วย—ไม่ใช่กลับบ้าน แต่เป็นเส้นทางใหม่ในโลกเก่าที่เขาต้องเขียนเอง เขารู้แล้วว่าการพิสูจน์ตัวเองในค่ายนี้ไม่ใช่ยิงศรให้ทะลุเสาอย่างเดียว แต่คือทำให้ความคิด “ทำซ้ำได้” และ “สอนต่อได้” จนกลายเป็นกำลังรบของกองทัพจริง ๆ เมื่อการทดสอบจบลง แม่ทัพชี้ดาบขึ้นอากาศสั้น ๆ—สัญญาณเลิกชุมนุม ทหารแยกย้ายกลับหน้าที่ อวี้หานเดินเคียงหลิวหานไปที่โต๊ะทำงานชั่วคราวของเขา เธอเอ่ยโดยไม่มองหน้า “เจ้าบอกว่าจะสอน ‘หน้าไม้ยิงสามนัด’… พูดแบบนั้นเพราะอยากอวด หรือเพราะทำได้จริง” เขาหยุด เดินเฉียงให้สายตาสบกัน “ถ้าได้สปริงเหล็กบาง ๆ กับฟันเฟืองขนาดเล็ก ข้าทำได้จริง… แต่ในโลกนี้ เราเริ่มจากไม้กับเชือก—ฉะนั้น ข้าจะทำเวอร์ชันที่ใช้ไม้เป็นส่วนใหญ่ก่อน” เขายิ้ม “ไม่งามเท่า แต่ยิงได้สาม” อวี้หานยกมุมปากชั่วครู่—รอยยิ้มที่ไม่ได้ให้ใครง่าย ๆ “งั้น… พรุ่งนี้ ข้าจะดู” ลมสายพัดผ่านสายธนูบนคันที่ตั้งพิง เสียง ตึง แผ่ว ๆ ราวคำสัญญาที่รัดแน่น หลิวหานมองคันธนู—ผลงานแรกในฐานะ “ช่างฝีมือพเนจร” ของเขาในโลกฉิน—แล้วกระชับสายสะพายเป้ เขายังได้ยินกลองรบอยู่แผ่วไกล แต่ในหัวเริ่มดังเสียงเครื่องจักรเล็ก ๆ ที่เขาจะสร้างขึ้นด้วยไม้และความบ้าบิ่น ไฟจากเช้าแรกสะท้อนในดวงตาทั้งสอง—ของชายที่พลัดกาล และของหญิงที่เกิดมาเพื่อศึก—ร่วมกันวัดระยะระหว่างความฝันกับของใช้จริงทีละคืบ ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตาม “ข้าก็แค่คนหลงยุค ภาค 1” หากชื่นชอบเรื่องราว รอยยิ้ม และความเข้มข้นในแต่ละบท สามารถส่งกำลังใจให้ผู้เขียนได้นะครับ พลังใจจากท่านคือแรงใจที่จะทำให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปครับ 🙏 บทต่อไป ภาค 1 — บทที่ 3 — ค่ายทหารฉิน

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น