บทที่ 3 — ค่ายทหารฉิน
บทที่ 3 — ค่ายทหารฉิน
เสียงฆ้องแรกของวันสั่นผ่านอากาศราวสายฟ้าที่ปลุกภูเขา ท้องฟ้าสีเทาหนักจวนกลืนเส้นขอบฟ้า ลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านผืนผ้าใบของกระโจมจนเกิดเสียง ฟึ่บ ฟึ่บ คล้ายเสียงปีกสัตว์ร้าย หลิวหานเดินตามอวี้หานเข้าสู่ค่ายหลัก ทหารผลัดเปลี่ยนเวรส่งยามหน้าประตู พื้นดินถูกเหยียบจนแน่นแข็งเป็นทางสีคล้ำ มีทั้งคราบเลือดแห้งและโคลนที่เกาะไม่ยอมหลุด—กลิ่นดิน โลหะ และเหงื่อของคนหลายพันผสมกันเป็นกลิ่นเดียวที่เรียกว่า “ชีวิตในสงคราม”
ค่ายหลักตั้งอยู่กลางที่ราบกว้าง ล้อมด้วยกำแพงไม้สูงเกือบสองเท่าคน เต็นท์ของแม่ทัพตั้งอยู่บนเนินเตี้ย ๆ ด้านในสุด มองลงมาเห็นลานฝึกและคอกม้าได้ทั่วถึง ข้างทางมีรถศึกจอดเรียงเป็นแถว ด้านข้างเต็มไปด้วยข้าวของที่หลิวหานรู้ว่าเป็นของใช้ประจำวันแต่ก็ดูเหมือนอาวุธทั้งสิ้น—หม้อโลหะขนาดใหญ่ ถังน้ำ ก้อนถ่าน เหล็กเส้นดิบ
“ค่ายนี้ชื่อค่ายหลงจวิน” อวี้หานพูดระหว่างเดิน “เป็นกองทัพหน้าของฉินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ากับท่านพ่อดูแลที่นี่มากว่าสองปีแล้ว”
เสียงของเธอเรียบแต่แน่น ราวกับทุกคำเป็นหินวางเรียงกัน หลิวหานพยักหน้ารับ ฟังทุกคำราวนักเรียนฟังอาจารย์สอนประวัติศาสตร์—เพียงแต่ตอนนี้เขาอยู่ในประวัติศาสตร์จริง ๆ
เมื่อเข้าสู่กระโจมใหญ่ กลิ่นควันไฟผสมกลิ่นเนื้อรมควันลอยตลบ ความอบอุ่นจากกองไฟกลางกระโจมทำให้หมอกด้านนอกเหมือนภาพอีกโลกหนึ่ง บนโต๊ะไม้ยาวกลางกระโจม มีของที่เขาจำได้ดี—ของในกระเป๋าเป้ที่ถูกเทออกมาทั้งหมดวางเรียงอยู่ในแสงไฟ: ขวดน้ำพลาสติก มาม่าคัพ ถุงมันฝรั่ง ไฟแช็ก โทรศัพท์มือถือ
ทหารสามสี่คนยืนล้อมโต๊ะ จ้องสิ่งเหล่านั้นราวกับมองวัตถุจากนรก “ขวดใสปานหยก…” คนหนึ่งพึมพำ “ถุงยันต์มีอักษรแปลกประหลาด…” อีกคนชี้ที่ถุงมันฝรั่ง “กล่องไฟของปีศาจ!” เสียงดังขึ้นเมื่อไฟแช็กหล่นกระแทกโต๊ะเกิดประกายไฟ แชะ! หลิวหานแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่กับความจริงที่ว่าของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ตกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพ
แม่ทัพเกราะดำ—ท่านพ่อของอวี้หาน—นั่งอยู่ปลายโต๊ะ เขามองของทั้งหมดด้วยสายตาเดียวกับที่มองข้าศึก ไม่มีความกลัว มีแต่ความพิจารณา “เจ้าบอกว่าเป็นช่างฝีมือพเนจร” เสียงของเขาทุ้มต่ำ “ของพวกนี้คือสิ่งประดิษฐ์ของเจ้าหรือ?”
หลิวหานกลืนน้ำลาย “ไม่ทั้งหมด ข้าแค่รู้วิธีใช้มัน…และสร้างบางอย่างที่คล้ายมันได้”
อวี้หานเหลือบตามองบิดา ก่อนเอื้อมมือหยิบขวดน้ำขึ้น หมุนฝาเบา ๆ เสียง “แกร๊ก” ทำให้ทหารทุกคนสะดุ้ง “น้ำใส…จากไหนมา?”
“จากโลกของข้า” หลิวหานตอบ “น้ำสะอาดบรรจุในภาชนะใส—แต่ไม่ได้วิเศษอะไรนัก เพียงสะดวกต่อการพกพา” เขายกขวดดื่มต่อหน้าทุกคน เสียงกลืนดังชัดในความเงียบ “ดูสิ ยังไม่ตาย” เขาวางขวดลงแล้วยิ้มบาง ๆ
เสียงกระซิบดังซู่เหมือนคลื่นในค่าย “มันกินน้ำปีศาจเข้าไป!” “แต่มันยังไม่ตายจริง ๆ …” “หรือว่า—”
แม่ทัพยกมือขึ้น เสียงทั้งหมดขาดห้วงทันที “ของพวกนี้อาจมีประโยชน์ในสนามรบ” เขาหันไปทางหลิวหาน “ข้าไม่เชื่อปีศาจ แต่เชื่อสิ่งที่ใช้ได้จริง พิสูจน์ว่าของเจ้าใช้งานได้ ข้าจะถือว่าเจ้ามีค่า หากไม่…ข้าจะถือว่าเจ้าคือภัย”
หลิวหานพยักหน้า “ตกลง”
เขาหยิบไฟแช็กขึ้น กดให้เกิดเปลว ฟู่ แสงไฟส้มสะท้อนในดวงตาของทหารทั้งกระโจม “นี่คือกลไกสร้างประกายไฟ ใช้สะดวกกว่าหินขว้างกัน ข้าจะไม่อธิบายเรื่องแก๊ส—พวกท่านคงยังไม่มีคำนั้น” เขาจุดฟืนในเตาให้ดู เปลวไฟลุกพรึ่บ ทหารอ้าปากค้าง “แค่ใช้นิ้วเดียว…ก็เรียกไฟได้”
“กล่องเรียกไฟ” เสียงแม่ทัพทวนคำช้า ๆ “ขอให้เจ้าสร้างแบบนี้ให้ได้อีกสิบชิ้นภายในสัปดาห์”
หลิวหานเกือบหลุดหัวเราะ “ข้าคงทำไม่ได้ทั้งหมด มันใช้โลหะพิเศษและเชื้อเพลิง แต่ข้าสร้างของคล้ายกันได้—อาจใหญ่กว่าเล็กน้อย” เขาวางไฟแช็กคืนที่โต๊ะ แล้วชี้ไปที่หม้อเหล็ก “ข้าใช้ไฟนี้ต้มน้ำให้น้ำสะอาดขึ้นได้ด้วย หากมีเวลา ข้าสอนวิธีทำได้ง่าย ๆ”
อวี้หานยกคิ้ว “เจ้าชอบสอนคนอื่นหรือ?”
“ไม่ใช่ชอบ แต่จำเป็น” เขาตอบเรียบ ๆ “ในสนามรบ คนเดียวไม่มีค่าอะไร ต้องให้คนอื่นทำได้เหมือนกัน”
คำตอบนั้นทำให้แม่ทัพฉินนิ่งไปครู่ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “คำพูดของคนที่รู้จักสงคราม ทั้งที่เจ้าบอกว่าเดินทางมาจากที่ไกลเกินศึก”
“ศึกมีอยู่ทุกที่ท่านแม่ทัพ” หลิวหานตอบเบา ๆ
ทั้งกระโจมเงียบลงอีกครั้ง คราวนี้เงียบด้วยความเคารพมากกว่าความกลัว อวี้หานมองเขานิ่ง ราวกับพยายามอ่านประวัติศาสตร์ที่ไม่มีในหนังสือ เธอกล่าวช้า ๆ “คืนนี้พักที่นี่ พรุ่งนี้รุ่ง เจ้าจะมาพบข้า ข้าจะทดสอบเจ้าด้วยมือข้าเอง”
หลิวหานยิ้มมุมปาก “ข้าคิดว่าเรื่องนั้นเริ่มตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
รอยยิ้มวาบผ่านดวงตาของเธอชั่วครู่ “ข้าหมายถึงการทดสอบที่จริงกว่าเสาหิน”
แม่ทัพลุกขึ้น “ข้าจะให้เจ้าที่พักและคนดูแล” เขาหันไปสั่งทหาร “จัดที่ให้ช่างพเนจรไว้ในเขตช่างศึก ให้คนของอวี้หานดูแลเรื่องวัสดุ”
เมื่อทุกคนออกจากเต็นท์ เหลือเพียงเขากับอวี้หาน ไฟในเตาเต้นระยับ เงาทั้งคู่ทอดยาวบนผืนผ้าใบ
“เจ้ามิใช่คนขลาด” อวี้หานพูด “แต่โลกนี้ไม่เมตตาคนแปลกหน้า เจ้าอาจต้องเลือกข้างในเร็ววัน”
“แล้วข้างไหนที่ปลอดภัยที่สุด?” เขาถาม
“ไม่มี” เธอตอบ “มีแต่ข้างที่เจ้าอยู่รอดได้”
เสียงผ้าหน้ากระโจมเปิด ลมหนาวพัดเข้ามา ไฟในเตาเอนไปด้านหนึ่ง หลิวหานยืนนิ่ง มองแสงส้มกระเพื่อมบนโลหะเกราะของเธอ “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะสร้างข้างของข้าเอง”
นอกเต็นท์ ค่ายทัพยามค่ำกลับมีชีวิตมากกว่าเมืองทั้งเมือง—เสียงทุบเหล็กดังเป็นจังหวะ เสียงม้าหายใจแรงในคอก เสียงคนหัวเราะคุยกันเบา ๆ ในเงาคบเพลิง เขาเดินผ่านทุกเสียงนั้นด้วยความรู้สึกประหลาด ระหว่างความจริงกับความฝัน มันชัดเจนพอจะเจ็บเมื่อโดนลม แต่ก็พร่าเลือนพอให้สงสัยว่าเขายังอยู่ในห้องสมุดหรือไม่
ในมือเขายังถือมีดพับเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเครื่องมือสร้างธนูเมื่อวาน ใบมีดสะท้อนแสงไฟเต็นท์เป็นเส้นบาง เขาพึมพำ “ขออย่าให้กูทำพังในครั้งต่อไปเถอะ…”
ในใจกลับมีเสียงอีกเสียงหนึ่งตอบกลับ—เสียงของตัวเขาเองในโลกเดิม แกมาแล้วหลิวหาน อย่าแค่รอด แต่ต้องรบให้ได้ในยุคของเขา
เขาเงยหน้ามองธง “ฉิน” ที่โบกเหนือค่าย เสียงผ้าสีกลางลมดังเหมือนคำสาบานโบราณ
และเขารู้แน่ว่า พรุ่งนี้เช้า — การทดสอบที่แท้จริงกำลังรออยู่
—จบบทที่ 3 —
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตาม
“ข้าก็แค่คนหลงยุค ภาค 1” จนถึงตอนนี้
หากชื่นชอบเรื่องราว รอยยิ้ม และความเข้มข้นในแต่ละบท สามารถส่งกำลังใจให้ผู้เขียนได้นะครับ พลังใจจากท่านคือแรงใจที่จะทำให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปครับ 🙏
บทต่อไป ภาค 1 — บทที่ 4 การทดสอบของอวี้หาน
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น