บทที่ 1 — จากหนังสือสู่สนามรบ
บทที่ 1 — จากหนังสือสู่สนามรบ
เสียงพลิกหน้ากระดาษค่อยๆ เบาลงไปพร้อมเปลือกตาที่หนักขึ้นของหลิวหาน ห้องสมุดยามค่ำคล้ายลมหายใจของโลกสมัยใหม่ที่กำลังหลับใหล—ไฟฟลูออเรสเซนต์เหนือศีรษะส่งประกายเย็นเฉียบ ชายหนุ่มนั่งพิงเก้าอี้ไม้ พลางยกมือป้องปากหาว วางอ้าอยู่ตรงหน้า หน้าที่ว่าด้วยปลายยุคจ้านกว๋อและการผงาดขึ้นของแคว้นฉิน—ตัวอักษรเรียงร้อยเป็นกองทัพเทียมบนกระดาษ ราวกับจะเดินข้ามเขตหมึกไปหาความจริงในใจคนอ่าน
บนโต๊ะเดียวกันนั้นมีกระเป๋าเป้พะรุงพะรัง—ถุงมันฝรั่ง ขวดน้ำ มาม่าคัพ ไฟแช็ก โทรศัพท์มือถือ เครื่องชั่งน้ำหนักพกพา (ที่ใส่มาผิดโอกาส) และสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยโพยโน้ตสีสด ตั้งแต่รายชื่อแม่ทัพโบราณจนถึงโครงสร้างสังคมยุคฉิน หลิวหานเป็นคนจำพวกที่ถ้าวันนี้สนใจเรื่องไหน ก็พร้อมทุ่มเททั้งวันให้เรื่องนั้นโดยไม่สนว่าบนโลกยังมีอย่างอื่นรอให้ทำ
เขาอ่านประโยคท้ายของย่อหน้า “—ฉินมิใช่เพียงกำลังทหาร หากเป็นกำลังระเบียบวินัยและความคิด…” ตัวอักษรเริ่มสั่นคล้ายเรือที่กำลังไกลฝั่ง เสียงปรับแอร์อู้ยาว เหมือนกลองรบบางอย่างที่ตีอยู่ไกลๆ หลิวหานรู้สึกคลื่นไส้อ่อนๆ แบบเดียวกับตอนนั่งรถโดยสารนานเกินไป เขาปิดตาอยากพักแค่ครู่เดียวเท่านั้น
ครืน—!
สายฟ้าฟาดลงมาจากที่ไหนสักแห่ง ทั้งที่ห้องสมุดไม่มีหน้าต่างให้มองท้องฟ้า เสียงนั้นดังก้องอยู่ในกระดูก ถัดมาเป็นลมกระโชกที่เหมือนไม่มีทางมาจากเครื่องปรับอากาศ—แต่เป็นลมจริง กลิ่นดินกลิ่นควันไฟ กลิ่นเหล็กไหม้เฉือนจมูก ร่างของเขาเหมือนเคลื่อนที่ทั้งโต๊ะทั้งเก้าอี้โดยไม่ขยับสักนิ้ว พอเขาลืมตา โลกทั้งใบก็เปลี่ยนสี
พื้นดินสีแดงปนเทาไถเป็นร่องด้วยเกือกม้าและล้อรถศึก ผงฝุ่นหนาหนักพัดเช็ดหน้าเขาจนแสบตา ข้างหน้า—ธงใหญ่ที่มีอักษร “秦” โบกสะบัดราวเต้นระบำบนลมร้อน เสียงฆ้องและกลองกระหน่ำดังเป็นจังหวะที่ไม่อาจสับสนกับเพลงโปรดในโทรศัพท์ได้ ทหารนับร้อยสวมเกราะดิบถือหอกและดาบวิ่งไปเป็นสาย เหงื่อ แสงแดด และควันรวมกันจนทุกอย่างระยิบระยับคล้ายภาพฝันอันโหดเหี้ยม
หลิวหานสะบัดหัว—แต่ภาพไม่จาง เขายังใส่เสื้อยืดคอกลมสีเปลือกไข่ กางเกงยีนส์ซีด รองเท้าผ้าใบสีเทา กระเป๋าเป้ใบเดิมห้อยไหล่ “เฮ้ย! อะไรเนี่ย…” คำถามธรรมดาของคนสมัยนี้กลายเป็นเสียงแปลกปลอมท่ามกลางเสียงโห่ร้องภาษาจีนโบราณที่เขาเคยเห็นแค่ในตำรา ไม่ใช่สำเนียงเมืองที่เขาคุ้น—มันแข็ง ชัด และบันดาลให้สั่งตายได้ในคำเดียว
“นั่นใคร!” เสียงตะโกนแรกพุ่งมาตัดลมในอก
“ปีศาจหรือไม่!” เสียงที่สองเข้มกว่า ละลายความเป็นมิตรในอากาศ
“สายสืบจากหานแน่ ๆ จับมัน!” เสียงที่สามคือคำพิพากษา
หอกสามเล่มหันหัวมาหาเขาในคราวเดียว เขาชูมือทั้งสองโดยสัญชาตญาณที่เรียนรู้มาจากข่าวร้ายในหน้าหนังสือพิมพ์ “เฮ้ย ๆ ใจเย็น! กูไม่ใช่สายสืบเว้ย!” ประโยคที่ไม่มีใครในที่นั้นเข้าใจ กลายเป็นลูกไฟยิ่งกว่าคำขอความเมตตา ทหารสามคนขยับเข้ามาพร้อมกัน หอกจ่อคางเขาจนเย็นเยียบ
หลิวหานก้าวถอยหลัง เข่าอ่อนล้มตึง กระเป๋าเป้หลุดจากไหล่ กระแทกพื้นดัง ตุ่บ ซิปแตก ของภายในกลิ้งกระจาย—ขวดน้ำใสตกกระทบแสงแดดแล้วส่องประกายเหมือนแก้วน้ำวิเศษ ถุงมันฝรั่งพลิกตัวส่งเสียงฟู่ มาม่าคัพกลิ้งไปหลบหลังก้อนหิน โทรศัพท์มือถือหน้าจอดับสงบนิ่งราวปลาในตู้ กระทั่งไฟแช็กก็เด้งไปหยุดแถวปลายเท้าทหาร—ภาพที่หลุดจากสามัญสำนึกของทุกคนในที่นั้น
เวลาหยุดครึ่งวินาที ทหารทั้งสองฝั่งต่างตะลึง บางคนถึงกับผินหน้าไปทางธง “秦” เหมือนต้องการถามว่าฟ้าดินยังอยู่ฝั่งตนหรือเปล่า หลิวหานรู้ทันทีว่าคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์จะไม่มีประโยชน์ที่นี่ เขากลืนน้ำลายแล้วเงยหน้า ตัดสินใจใช้คำที่ปะติดปะต่อจากตำราหลายเล่มและหนังจีนซีรีส์อีกหลายเรื่อง เขากลั้นใจตะโกน
“ข้า… หลิวหาน! ช่างฝีมือพเนจร!”
เสียง “ช่างฝีมือ” ในยุคนี้ไม่ใช่คำไร้ค่าที่ไหนก็มี หากอยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะและเวทมนตร์ คนที่ทำให้ของธรรมดาเป็นของไม่ธรรมดาได้ ย่อมมีประโยชน์ต่อกองทัพเสมอ การตัดสินใจเสี่ยงชีวิตในหนึ่งวินาทีนี้ทำให้หอกทั้งสามชะงักอย่างน้อยก็พอให้เขาได้หายใจอีกสี่ห้าวินาที
ฝ่าแนวทหารด้านหลัง มีชายสวมเกราะดำเดินออกมาช้าๆ ดาบยาวในมือสะท้อนแสงคล้ายแถบฟ้า เขาไม่ใช่คนตัวใหญ่เกินจริงอย่างในตำนาน แต่ชัดเจนว่าเป็นศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงของที่นี่—ทุกสายตาลดระดับลงต่ำด้วยความนอบน้อม ต่างจากสายตาที่ปักอยู่ที่หลิวหานซึ่งเต็มไปด้วยข้อสงสัย ชายผู้นั้นหยุดห่างหลิวหานเพียงสามก้าว ชี้ปลายดาบลงดินอย่างสงบ เสียงทุ้มห้าวกล่าวช้าๆ
“หากเป็นจริง…จงพิสูจน์ หากไม่—หัวเจ้าจะหล่น”
คำประกาศนั้นเหมือนกำหนดกฎแรงโน้มถ่วงใหม่ให้โลก หลิวหานรู้ว่าต่อให้คุกเข่าอ้อนวอนไปก็ไม่ช่วย เขาต้องทำให้คนพวกนี้ “เชื่อ” ก่อนที่จะ “เห็น” แม้ตรรกะจะตรงกันข้ามกับที่เคยเรียนมา เขาก้มลงฉวยกระเป๋าเป้ กลับรู้สึกขอบกระเป๋านั้นเหมือนมือเพื่อนเก่าในเวลาคับขัน เขาหยิบมีดพับเล่มเล็กออกมา—ของราคาถูกจากห้างใหญ่ในเมือง—และง้างใบมีดขึ้น แกร๊ก! เสียงนั้นเป็นจังหวะดนตรีชนิดหนึ่งในสนามรบ
ทหารรอบวงร้องฮือ “กระบี่วิเศษ!” บางคนถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ใช่กระบี่วิเศษ…” หลิวหานพึมพำเบาๆ แต่ไม่มีใครเข้าใจ เขากวาดตามองรอบตัว—นั่น ไม้ไผ่ยาวพอประมาณ มัดเชือกหยาบๆ เศษเหล็กที่อาจเคยเป็นอุปกรณ์รถศึก เขาหยิบไม้ไผ่ท่อนหนึ่งขึ้นมา เช็กความยืดหยุ่นด้วยสัญชาตญาณของคนเคยทำของเล่นเองตอนเด็ก เขาใช้มีดพับเหลาให้ได้ทรงโค้งพองาม ใช้เชือกขึงเป็นสาย พันย้ำตรงหัวท้ายให้แน่น เสียงขัดสีของเส้นใยเชือกกับไม้ไผ่ดังกรอดกรอด ชวนให้คนดูอยากขยับเข้าใกล้
“มันกำลังสร้างธนูจากไม้สด…” เสียงทหารคนหนึ่งพูด เติมคำตอบให้กับความเงียบ
หลิวหานใช้เศษเหล็กบางชิ้นทำหัวลูกศรอย่างหยาบ แต่เจตนาคือให้มันทะลุทะลวงมากพอ เขาสูดลมหายใจลึก ขยับไหล่คลายกล้ามเนื้อที่ตึง เหลือบมองเสาหินรองเต็นท์บัญชาการที่อยู่ไม่ห่างนัก “ถ้าธนูนี้ไม่เด็ดหัวข้าเอง ก็คงพอช่วยได้”
เขายกธนูเล็ง วาดสายจนสุด—เสียง แอ๊ดดด! ของไม้สดดังกังวานเหมือนคันพิณของนักบวช แล้วปล่อย
วูบ—ลูกศรถอดวิญญาณออกจากมือไปชั่ววินาที ฉึก! หัวเหล็กปักทะลุเสาหินจนเกือบครึ่งด้าม เศษฝุ่นกระเด็นพราวแสง ทุกคนเงียบกริบ ใบหน้าหลายคนเหมือนถูกลบด้วยยางลบของเทวดา ความเชื่อเดิมๆ โดนขีดฆ่า แล้วความสว่างแบบใหม่ก็รุกเข้ามาตามช่องว่างนั้น
ครั้งนี้ไม่มีเสียงตะโกน “ปีศาจ” มีแต่เสียงลมหายใจกลืนน้ำลายทีละอึก ชายสวมเกราะดำก้าวไปแตะลูกศร ลองกระชาก—มันไม่ยอมขยับในทีแรก เขาต้องออกแรงอีกครั้งจึงดึงออกมาได้ รอยยิ้มบางเฉียบ—ถ้าเรียกว่ายิ้ม—ผ่ากลาง หน้าแข็งกร้าวของเขาเล็กน้อย
“ช่างฝีมือพเนจร… เจ้าได้พิสูจน์แล้วว่ามีฝีมือ”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นเหมือนคลื่นแตกซัด รุนแรงแต่มีทิศทาง หลิวหานปล่อยลมหายใจยาวจนไหล่ตก เขาหันกลับไปเก็บของในกระเป๋าหวังจะรวบรวมของที่หล่นกระจาย แต่แล้วฝีเท้าเบาบางก็หยุดอยู่ริมเงาเต็นท์ เสียงหวานชัดเจนแต่ทรงอำนาจดังขึ้น
“ท่านพ่อ… หรือว่าชายนี้เอง ที่ทำให้เสาหินของค่ายเรายอมโค้งคำนับ?”
ม่านผ้าค่อยๆ เลิกขึ้น เผยหญิงสาวสวมเกราะเบา เงาของโลหะเล่นกับแสงแดดยามบ่าย ใบหน้านิ่งแต่ดวงตาคมกริบล้อมกรอบด้วยปอยผมคลายยุ่งตามแรงลม “อวี้หาน” —ชื่อกระซิบในหมู่ทหารว่าเป็นทั้งดาบและโล่ของแม่ทัพ เธอก้าวมาโดยไม่เหลือเงาของความลังเล
“เจ้า… ช่างฝีมือพเนจร? หรือปีศาจสวมรอย?” เธอถามด้วยเสียงนิ่ง หลิวหานกำลังคิดจะอธิบายอะไรสักอย่างที่ฟังง่ายในความคิดคนยุคนี้ เขาชูมือเล็กน้อย พูดช้าๆ “ไม่ใช่ปีศาจ ข้าแค่… เดินทางไกลมานาน—เกินกว่าจะมีใครเชื่อ” เขายิ้มทั้งที่ใจยังสั่น “แต่ถ้าความจริงต้องพิสูจน์ด้วยประโยชน์ ข้าพร้อมพิสูจน์ตัวเอง”
รอยยิ้มที่มุมปากของอวี้หานแวบขึ้นราวเงาของนกเหยี่ยว “งั้น… ข้าจะทดสอบเจ้าเอง” เธอหันไปทางแม่ทัพ ผู้เป็นบิดา ชายเกราะดำพยักหน้าเพียงครั้ง—สั้น พอให้ทั้งค่ายรับรู้ว่า “บทต่อไป” ได้เริ่มขึ้นแล้ว
ทหารรอบวงลดหอกลงทีละเล่ม เสียงสนทนาค่อยๆ กลับมาแทนที่เสียงลมหายใจที่ถูกแขวนไว้ ชายหนุ่มสมัยใหม่ยืนอยู่กลางวงกลมของอดีตกาล ในหัวเขามีทั้งสมการแรงดึงสายธนู เส้นโค้งพาราโบลา และความไม่แน่นอนแบบควอนตัมที่จับมือกับเรื่องเล่าขานของนักปราชญ์ยุคจ้านกว๋อ ความขัดกันของตรรกะสองสมัยกำลังก่อประกายขึ้น—ประกายที่จะลามไปทั่วสนามรบนี้ในไม่ช้า
ขณะเก็บของใส่กระเป๋า เขาเหลือบเห็นไฟแช็กนอนแน่นิ่งอยู่ใกล้ปลายรองเท้าทหารคนหนึ่ง หลิวหานก้มลงหยิบ ลองกดให้เกิดเปลวเล็กๆ เฉียดลม—เปลวไฟสั้นๆ สะท้อนในดวงตาของอวี้หาน เธอไม่ได้ถอยหนี ไม่ได้ตะโกนว่า “ปีศาจ” เธอแค่จ้องไฟนั้นอย่างคนที่วัดระยะระหว่าง “ของแปลกตา” กับ “อาวุธที่ใช้จริง” อยู่ในสมอง
ศึกที่แท้จริง เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่ไฟแช็กให้เปลวแรก—ศึกระหว่างโลกสมัยใหม่ที่พกพาได้ กับโลกโบราณที่แข็งดุราวหินเสาหลัก
หลิวหานสะพายกระเป๋าแน่นขึ้น สูดลมหายใจลึกอีกครั้ง กลิ่นดินคาวเลือดเจือกลิ่นมันฝรั่งทอด—ไม่ใช่กลิ่นที่ไปด้วยกันได้ แต่ทั้งสองกำลังจะเขียนเรื่องเดียวกัน หน้าใหม่ของ คนหลงยุค (รีเมค ภาคหนึ่ง) กางออกกลางเสียงกลอง แสงแดด และธง “秦” ที่ยังคงโบกสะบัดดุจคำสาบานของเหล็กและไฟ
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตาม
“ข้าก็แค่คนหลงยุค ภาค 1”
หากชื่นชอบเรื่องราว รอยยิ้ม และความเข้มข้นในแต่ละบท สามารถส่งกำลังใจให้ผู้เขียนได้นะครับ พลังใจจากท่านคือแรงใจที่จะทำให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปครับ 🙏
บทต่อไป ภาค 1 — บทที่ 2 — คันธนูของช่างฝีมือพเนจร
ความคิดเห็น (1)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น