บทที่ 4 — การทดสอบของอวี้หาน

บทที่ 4 — การทดสอบของอวี้หาน แสงคบเพลิงวูบวาบบนผืนผ้ากระโจมใหญ่ เงาดาบ เงาโล่ และสันเกราะสะท้อนสีส้มแดงให้บรรยากาศเข้มงวดราวพิธีพิพากษา อวี้หาน—ธิดาแม่ทัพ—ก้าวออกด้วยอากัปกิริยามั่นคง ดวงตาคมกริบจับจ้องชายแปลกหน้าสวมเสื้อเชิ้ตขาว กางเกงยีนส์ ที่ยืนกลางวงทหาร “เจ้าบอกว่าเป็นช่างฝีมือพเนจร… งั้นก็พิสูจน์อีกครั้ง” น้ำเสียงนางเรียบชัด เธอสะบัดข้อมือโยน ดาบสั้น ให้ หลิวหานรับไว้ แม้ปลายนิ้วจะตึงเครียดน้อย ๆ “ใช้สิ่งที่มีอยู่ ปรับให้ดาบนี้ ‘ดีขึ้น’ สำหรับสนามรบ หากทำได้—ข้าจะเชื่อว่าเจ้าเป็นช่าง มิใช่ปีศาจ” คลื่นเสียงซุบซิบไหลผ่านวงทหาร “ไม่มีกลึง ไม่มีกล้าไฟ จะทำอะไรได้!” “นอกจากลับคม จะปรับอะไรอีก?” หลิวหานลองแกว่งดาบเบา ๆ—คมพอใช้ แต่ด้ามลื่น สมดุลถ่วงไปหน้าใบ ฟันซ้ำนาน ๆ มีสิทธิ์เสียมือ เขาไม่ฝืนกฎเหล็กของอาวุธยุคศึกด้วยกลเม็ดเกินจริง จุดที่ชนะไวคือ การจับถือ–สมดุล–การบำรุงรักษา ให้เสถียรในสภาพสนาม บนโต๊ะมี ผ้าเก่า น้ำจากกระบอกไผ่ เกลือ ทรายละเอียด หนังสัตว์แห้ง เทียนไขค่าย และ—ไฟแช็กที่ทหารตั้งโชว์ด้วยความฮือฮา เขาวางดาบ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเลือดแห้ง–ฝุ่นก่อน (คราบเหล่านี้เร่งสนิม–กัดคม) จากนั้นโรย เกลือผสมทรายละเอียด นิดเดียวลงบนผ้า เพิ่มแรงขัดเทียบหินหยาบ แล้ว “ขัดตามแนวสันสู่คม” อย่างมีวินัย ไม่วนสุ่ม เสียง ซึบ ซึบ ของผ้าถูโลหะดังเป็นจังหวะ กลิ่นโลหะอุ่นจาง ๆ ลอยขึ้นมาจากคมที่เริ่ม “สด” “ที่เห็นไม่ใช่คาถา” หลิวหานเอ่ยสั้น ๆ โดยไม่เงยหน้า “ดาบคมเพราะ ‘เรา’ ดูแลมันสม่ำเสมอ” ถัดมา—ด้ามดาบ เขาไม่เผาไม้ด้วยไฟตรง ๆ แต่ใช้ความร้อนจากเทียนอุ่น ยาง–ขี้ผึ้ง ให้คลายตัว ทาบาง ๆ บนผ้า ก่อนเริ่ม พันด้ามซ้อนชั้นแบบกากบาท เพื่อให้ เกาะมือ–ซับเหงื่อ–ลดแรงสะบัด จากนั้นผูก ปมล็อก ต้น–ปลายไม่ให้คลาย พร้อมเว้นร่องให้หัวแม่มือจมอยู่ถูกตำแหน่งสำหรับท่าแทง สมดุล—เขาตัดปลอกไผ่บาง ๆ เป็นวงแหวนสวมโคนด้ามก่อนพันผ้า ทำหน้าที่คล้าย ปอมเมล ช่วยถ่วง และกันมือไถลตอนปะทะ สุดท้าย—ลับคม ขอหินลับสนามหนึ่งก้อน (หยาบ–ละเอียดในชิ้นเดียว) ตั้งองศาคงที่ “ดัน–ยก–กลับ” ไม่โย้ เรียงเสี้ยนจนคมเดินเป็นเส้น แล้วปิดงานด้วยการ สโตรป บนหนังสัตว์ที่ขึงตึง ให้คมเกิด micro-serration พอจะ “กิน” เกราะหนัง “เขาบ่นพึมพำ คนเดียยว” หลิวหานวางดาบคืนบนโต๊ะ เช็ดฝุ่นทราย เงยหน้าเอ่ยสั้นๆ “ข้าไม่ได้แปลงเหล็กเป็นทอง แต่แปลงหล็กเป็นดาบจริงๆ ‘พอใช้’ ให้เป็นดาบที่ ‘เชื่อมือ’ ได้—จับมั่น ไม่ลื่น สมดุลฟันซ้ำ ไม่บาดมือ ลับเร็วในสนาม และคงคมด้วยของที่ค่ายมี” อวี้หานรับดาบ ลองฟันว่างสั้น ๆ เสียงโลหะผ่าอากาศนิ่งขึ้น นางแทงทดสอบที่เสาไม้—คมกินเนื้อไม้ทันทีโดยไม่เด้งเกิน ก่อนหมุนข้อมือเปลี่ยนมุม จับด้ามพันใหม่แล้วพยักหน้า “ถนัดขึ้น เหนี่ยวมือดี ไม่ลื่น” นางสรุป “สมดุลขยับเข้ากลาง เหมาะกับแถวหน้าที่ต้องฟันต่อเนื่อง” ทหารสองสามนายผลัดกันลอง—เสียงอุทานดังอย่างจริงใจ “นิ่งมือกว่าเดิม!” / “แทงแล้วไม่เหวี่ยงแขน!” แม่ทัพเกราะดำก้าวมาใกล้ “คำพูดไม่นาน ของจริงเห็นผล—ข้าไม่เชื่อปีศาจ ข้าเชื่อของที่ใช้ได้ เจ้าผ่านการทดสอบ” อวี้หานชำเลืองชายแปลกหน้าชั่วครู่ ก่อนปล่อยรอยยิ้มวาบ “เจ้ามิใช่แค่มือไว แต่ฉลาด —เข้าใจข้อจำกัด และเล่นตามสนามจริง” หลิวหานค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจยาว—ไม่ใช่เพราะอัศจรรย์ แต่วิธีคิดที่เป็นระบบช่วยให้ข้ามด่านนี้มาได้ ทว่าในใจยังกำชับตัวเอง… นี่เพียง ชั้นแรก ของหนทางยาวไกลในค่ายฉินเท่านั้น ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตาม “ข้าก็แค่คนหลงยุค ภาค 1” หากชื่นชอบเรื่องราว รอยยิ้ม และความเข้มข้นในแต่ละบท สามารถส่งกำลังใจให้ผู้เขียนได้นะครับ พลังใจจากท่านคือแรงใจที่จะทำให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปครับ 🙏 บทต่อไป ภาค 1 — บทที่ 5 — ช่างฝีมือพเนจรประจำค่าย

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น