บทที่ 1 : ผู้ที่ไม่มีใครเอ่ยนาม
บทที่ 1 : ผู้ที่ไม่มีใครเอ่ยนาม
ลมเช้าปลายฤดูหนาวพัดผ่านเมืองชิงหยางเหมือนใบมีดบาง ๆ เหมือนจะกรีดเฉือนผิวหนังซ้ำ ๆ จนคนชินกับความเจ็บ ความหนาวในช่วงนี้ไม่ใช่หนาวแบบสะอาด มันหนาวแบบชื้นติดกระดูก ลมหอบฝุ่นละเอียดจากถนนหินเข้าไปในตรอกแคบ ๆ ทำให้คนส่วนมากเลือกก่อไฟอยู่ในเรือน อบอุ่นอยู่ข้างเตาถ่าน ไม่ออกมาให้เสียแรง
แต่ในตระกูลหลิน เช้าวันนี้กลับคึกคักผิดปกติ
เพราะมันคือวัน “ทดสอบพลังประจำเดือน” ของคนรุ่นใหม่
ทดสอบพลัง ไม่ใช่พิธีที่ใครอยากพลาด ไม่ใช่เพราะศักดิ์ศรีอย่างเดียว แต่เพราะทรัพยากรทั้งหมดของตระกูล—ยาชั้นดี อาวุธ ฝึกพิเศษ ห้องฝึกที่มีหินรวมชี่ ไปจนถึงครูฝึกที่ได้ชื่อว่าเคี่ยวเข็ญ—ล้วนจัดสรรตามผลทดสอบ
คนที่ยืนสูงกว่าได้มากกว่า คนที่ต่ำกว่า…ได้แค่เศษที่เหลือ
กฎในโลกนี้เรียบง่ายจนโหดร้าย
พลังคือสิทธิ์
ความอ่อนแอคือคำตัดสินที่ไม่ต้องมีศาลใดลงชื่อ
ลานฝึกของตระกูลหลินกว้างและเรียบ เสาไม้สิบสองต้นตั้งเรียงเป็นวงเพื่อใช้ฝึกท่า ฝุ่นดินถูกกวาดจนแน่นเหมือนพื้นหิน คนหนุ่มสาวหลายสิบคนสวมชุดฝึกสีเทาเข้ม ยืนเป็นกลุ่ม ๆ เสียงคุยดังสลับเสียงหัวเราะ บางคนยืดเส้น บางคนซ้อมท่าเพื่อให้ชี่ “ตื่น” และไหลลื่นก่อนขึ้นทดสอบจริง
กลางลานฝึก ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังร่ายท่าฝ่ามือ วงแขนเขาเป็นระเบียบเที่ยงตรง ไหล่ไม่ยก ข้อมือไม่หัก แขนไม่กระตุก ทุกจังหวะเกิดจากแรงส่งของเอวและขาเหมือนกงล้อที่หมุนด้วยจังหวะเดียวกัน
ฝ่ามือกวาดออก—เสียงลมดัง “ฟู่” ฝุ่นใต้เท้ากระดอนเป็นวงเล็ก ๆ ไม่ใช่แค่แรงกาย แต่มาจาก ชี่ดารา ที่อัดแน่นจนกดทับอากาศ
“หลินหยวนเซิ่ง!” ใครคนหนึ่งร้องอย่างตื่นเต้น “ท่านั้นคือ ‘ฝ่ามือพยัคฆ์แตกหิน’ ใช่ไหม ข้ารู้สึกแรงกดได้ชัดเลย!”
“รวมลมหายใจขั้นปลายยังทำได้ขนาดนี้…เกินไปแล้ว!” อีกคนพูดตามเหมือนกลัวเสียจังหวะชม
เสียงปรบมือดังขึ้นไม่ขาดสาย คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองหลินหยวนเซิ่งเหมือนมองคนที่ถูกกำหนดให้เป็นดาวเด่นของตระกูล เขาเองก็ไม่ปฏิเสธคำชม ไม่ถ่อมตัวเกินจำเป็น เขาชอบให้คนยอมรับว่าเขาเกิดมาเพื่อยืนตรงกลาง
หลินหยวนเซิ่ง—ผู้ที่ตระกูลกำลังผลักขึ้น เป็นหนึ่งในคนที่มีโอกาสสูงจะเข้าสู่ สำนักเหมันต์เทวะ ในปีหน้า
และเพราะชื่อสำนักนั้นหนักพอจะเปลี่ยนชะตาคนทั้งตระกูลได้ คนจึงยิ่งแย่งกันส่งเสียงเชียร์เหมือนเสียงจะกลายเป็นบุญคุณ
ทว่ามุมหนึ่งของลานฝึก กลับมีเงาหนึ่งยืนเงียบอยู่หลังแนวรั้วไม้ด้านข้าง
ชายคนนั้นสวมชุดคลุมสีเข้มเรียบ ไม่มีลวดลาย ไม่มีตราประจำเรือน ไม่มีเข็มขัดหรู ชายเสื้อเก่าจนขอบเริ่มรุ่ยนิด ๆ แต่เจ้าตัวไม่สนใจ เขายืนสงบเหมือนเงาที่ไม่มีใครอยากมอง สายตานิ่งเหมือนผิวน้ำก่อนพายุ
เขาคือ หลินฮ่าว
ชื่อที่เมื่อสามปีก่อนยังทำให้คนทั้งลานฝึกเงียบกริบด้วยความเกรงใจ แต่วันนี้…แทบไม่มีใครเอ่ยนาม แม้เห็นเขายืนอยู่ตรงนั้นก็ทำเหมือนไม่มีตัวตน เหมือนเป็นเสาไม้ต้นหนึ่ง—อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็หัก
หลินฮ่าวมองหลินหยวนเซิ่งอย่างเงียบ ๆ
ไม่ใช่เพราะอิจฉา
ไม่ใช่เพราะอยากแก่งแย่งกับผู้ใด
แต่เพราะเขากำลัง “วัด” บางอย่าง
มือของหลินหยวนเซิ่งแข็งแรงจริง ความเร็วดีจริง แต่เขาเปิดไหล่มากไปเล็กน้อย หมายความว่า ถ้าเจอคนอ่านจังหวะเก่ง และสวนเข้าที่สีข้างได้ทัน—การร่ายท่าที่ดูสวยจะกลายเป็นช่องตาย
หลินฮ่าวมองแล้วจำ เหมือนคนที่เคยอยู่จุดสูงสุด และรู้ว่าหากอยากกลับขึ้นไป ต้องเริ่มจากการอ่านเกมให้ขาด ไม่ใช่วิ่งเข้าไปตะโกนว่าตนยังมีค่า
เสียงหนึ่งดังจากด้านหลัง เป็นเสียงคนรับใช้หนุ่มที่ชอบทำตัวสนิทเกินหน้าที่
“ท่านฮ่าว…มาดูลานฝึกอีกแล้วหรือ”
เฉิงอาน คนรับใช้วัยไล่เลี่ยหลินฮ่าว พูดเหมือนถามด้วยความเป็นห่วง แต่แววตากลับฉายความคุ้นเคยแบบคนที่รู้ว่าตัวเอง “กล้าพูดกับเจ้านายได้” เพราะเจ้านายคนนั้นตกต่ำ
หลินฮ่าวไม่หันไปมอง “ข้าเดินผ่าน”
เฉิงอานหัวเราะเบา ๆ “เดินผ่านทุกวันนี่นะ”
ประโยคเดียวเหมือนเข็มจิ้ม ไม่ดัง แต่ตั้งใจให้เจ็บ เพราะมันคือความจริงที่ขมจนแทบกลืนไม่ลง
หลินฮ่าวยังคงนิ่ง เขาไม่เสียแรงเถียงกับคนรับใช้ เพราะการเอาชนะคำพูดของคนแบบนี้ไม่ได้ทำให้เขากลับมาแข็งแรง
เฉิงอานเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ ก็พูดต่ออย่างได้ใจ “ถ้าท่านอยากฝึก…ก็เข้าไปสิ อย่างน้อยให้คนรู้ว่าท่านยัง…พยายาม”
คำว่า “ยัง” ถูกลากเสียงเหมือนตั้งใจย้ำว่า “ที่เหลืออยู่” ของหลินฮ่าวมีแค่นั้น
หลินฮ่าวหายใจเข้าช้า ๆ ไม่ใช่เพื่อกดโทสะให้หาย แต่เพื่อคุมอารมณ์ไม่ให้หลุด แล้วตอบเสียงเรียบ
“ข้าไม่ชอบเสียเวลา”
เฉิงอานชะงักไปนิด เหมือนถูกตบหน้าแบบไม่ใช้มือ น้ำเสียงหลินฮ่าวไม่ดัง ไม่ขู่ แต่มีความนิ่งที่ทำให้คนฟังไม่กล้าต่อปากต่อคำเกินไป เพราะต่อให้หลินฮ่าวตกต่ำ เขาก็ยังเป็น “ลูกประมุข” และยังมีสายตาแบบคนที่เคยทำให้คนทั้งลานฝึกหยุดหัวเราะพร้อมกันได้
หลินฮ่าวเดินจากไป
ทางเดินหินในเรือนตระกูลหลินยาวและคุ้นเคย แต่วันนี้มันเหมือนยาวกว่าทุกวัน เพราะทุกก้าวมีเสียงกระซิบตามหลัง
“เขานั่นแหละ…คนที่พลังถดถอยสามปีติด”
“อย่าพูดดัง เดี๋ยวประมุขได้ยิน”
“ประมุขได้ยินแล้วจะทำอะไรได้ รักษาลูกตัวเองยังไม่ได้เลย”
คำพูดพวกนั้นไม่ดังมาก แต่จงใจให้พอได้ยิน เป็นความโหดแบบคนที่ไม่ต้องใช้กำลัง แค่ใช้คำก็พอ
หลินฮ่าวไม่หันไปมอง เขาไม่ได้ใจดี เขาแค่รู้ว่า “โต้เถียง” กับคนพวกนี้ไม่มีประโยชน์ ต่อให้ชนะคำพูด เขาก็ยังเป็นคนไร้พลังอยู่ดี และในโลกนี้ คนไร้พลังไม่มีสิทธิ์ชนะ
เขากลับถึงเรือนเล็กของตน เรือนนี้เคยอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่านี้ แต่หลังพลังถดถอย เขาถูกย้ายมามุมเงียบที่สุด ไม่ใช่การขับไล่ตรง ๆ แต่เป็นการบอกว่า “อย่าให้คนเห็นมากนัก” เหมือนความตกต่ำเป็นสิ่งที่ต้องซ่อนไว้หลังบ้าน
ห้องของเขามีเพียงโต๊ะไม้ เตียง ตะเกียงน้ำมัน และชั้นวางของเก่า กลิ่นยาจาง ๆ ติดผนังเหมือนรอยแผลที่รักษาไม่หาย
บนโต๊ะมีถุงยาสมุนไพรสองถุง ตราหอหมื่นโอสถแปะอยู่ชัดเจน ยาชั้นดี คนธรรมดาไม่มีวันได้แตะ แต่สำหรับหลินฮ่าว มันเป็นเพียงเครื่องเตือนใจว่า ต่อให้มียาดีแค่ไหน หากร่างกายไม่รับก็ไร้ค่า
เขาหยิบถุงยาขึ้นมาชั่งน้ำหนัก แล้ววางลงอย่างช้า ๆ
“ถ้าของพวกนี้ช่วยได้…ข้าคงไม่อยู่ตรงนี้”
เขานั่งลง สูดลมหายใจ พยายามรวบรวม ชี่ดารา ตามวิถีปกติ
ระบบพลังของแคว้นนี้ ทุกคนท่องได้เหมือนท่องชื่ออาหาร
เปิดชีพจร: เปิดทางเดินชี่ให้ไหล
รวมลมหายใจ: รวมชี่ลงตันเถียนให้เป็นก้อน
หล่อแก่นชี่: ทำชี่ให้แน่นเหมือนแก่นเหล็ก
ชำระกระดูก: เปลี่ยนโครงร่างให้รองรับพลังได้มากขึ้น
หลินฮ่าวเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เขาเคยรวบชี่ได้ง่ายเหมือนหายใจ เคยถูกเรียกว่า “มังกรของชิงหยาง” ไม่ใช่เพราะคำชมหวาน แต่เพราะเขาเคยชนะทุกคนในรุ่นเดียวกันอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่ตอนนี้…
เขาหลับตา
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
ชี่เริ่มรวมที่ตันเถียนจริง แต่มันไม่อยู่ มันเหมือนน้ำที่ไหลลงภาชนะที่แตกร้าว ต่อให้เทมากแค่ไหนก็รั่วออกไปเรื่อย ๆ
เจ็บแปลบขึ้นที่หน้าอก ราวกับมีเข็มเย็นแทงเข้าไปแล้วบิดเล็กน้อย ความเจ็บไม่ได้ดัง แต่มันลึกจนทำให้ลมหายใจสะดุด
หลินฮ่าวลืมตา มือกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
สามปี…ยังเหมือนเดิม
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ แต่เป็นจังหวะที่หลินฮ่าวจำได้
“ฮ่าวเอ๋อร์…เป็นพ่อ”
ประตูเปิดออก ชายวัยกลางคนเดินเข้ามา—หลินเทียนเหอ ประมุขตระกูลหลิน ใบหน้าคมเข้มแต่มีรอยอ่อนล้าซ่อนอยู่ ดวงตาเขามองลูกชายเหมือนคนที่อยากช่วย แต่ถูกโลกทั้งใบขวางไว้
“เจ้ากินยาแล้วหรือ” เขาถามเหมือนถามทุกวัน ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
หลินฮ่าวพยักหน้า “กินแล้ว”
หลินเทียนเหอวางขวดหยกใบหนึ่งลงบนโต๊ะ “ข้าไปหอหมื่นโอสถมา เขาบอกว่ายาชุดนี้ช่วยให้ชี่นิ่งขึ้นได้…แม้ไม่ได้ฟื้นเต็มที่ อย่างน้อยก็…” เขาหยุดคำพูดตรงนั้น เหมือนกลัวคำว่า “ไม่ถดถอย” จะเป็นคำสาป
หลินฮ่าวมองขวดหยก แล้วถามด้วยเสียงนิ่งกว่าความเจ็บ “วันนี้ในสภาตระกูลเป็นอย่างไร”
หลินเทียนเหอชะงัก ก่อนตอบ “รองประมุขจื้อเหวินเสนอให้ลดทรัพยากรเรือนเจ้า เขาบอกว่า…เราควรใช้ทรัพยากรกับคนที่สร้างผลให้ตระกูล”
หลินฮ่าวยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นไม่มีความสุข มีแต่ความเข้าใจ “เขาพูดถูกในมุมของเขา”
หลินเทียนเหอกำมือแน่น “แต่ข้ายังไม่ยอม!”
หลินฮ่าวส่ายหน้า “พ่อ…พ่อจะยื้อได้แค่ไหน”
ความเงียบตกลงมาหนักเหมือนหิน
หลินเทียนเหอรู้ว่าในคำถามนั้นไม่มีการกล่าวโทษ มันคือความจริงที่ลูกชายยอมรับแล้ว พลังของประมุขไม่ได้อยู่แค่กำปั้น แต่อยู่ใน “ความพอใจ” ของคนในตระกูล หากเขายื้อให้ลูกชายที่ถูกมองว่า “หมดอนาคต” มากเกินไป คนอื่นจะรวมตัวกดดัน และวันหนึ่งตำแหน่งประมุขอาจหลุดมือ
“ข้าจะหาทางเอง” หลินฮ่าวพูดช้า ๆ “ข้าไม่อยากเป็นจุดอ่อนของพ่อ”
หลินเทียนเหอมองลูกชายอยู่นาน ก่อนพูดเสียงแผ่ว “ข้าไม่เคยมองว่าเจ้าเป็นจุดอ่อน”
หลินฮ่าวไม่ตอบ เขารู้ว่าพ่อไม่เคยมองแบบนั้น แต่คนอื่นมอง และแค่นั้นก็พอจะทำลายทุกอย่างได้แล้ว
หลินเทียนเหอถอนหายใจ วางหยกอุ่นชี่อีกชิ้น “พกไว้…คืนนี้อย่าฝืนมากนัก” เขาจะพูดต่อ แต่สุดท้ายก็ไม่พูด เพียงตบไหล่ลูกชายเบา ๆ แล้วเดินจากไป
ประตูปิดลง
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
หลินฮ่าวนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขามองขวดหยก มองถุงยา มองมือของตัวเอง มือคู่นี้เคยถือความหวังของทั้งตระกูล เคยทำให้คนยอมก้มหน้าเคารพ แต่ตอนนี้มันเหมือนมือของคนที่กำลังจมน้ำ—ตะเกียกตะกายเท่าไรก็ไม่พ้น
ความอับอายไม่ได้เกิดจากคำดูถูกอย่างเดียว แต่มาจากการที่เขา “เคย” เป็นมากกว่านี้ เขารู้รสชาติของยอดเขา และเขารู้ว่าการถูกโยนลงมาเจ็บแค่ไหน
เขาลุกขึ้น เปิดลิ้นชักใต้โต๊ะ หยิบแหวนเก่าวงหนึ่งออกมา
แหวนสีดำหม่น ไม่มีลวดลายโดดเด่น เป็นของที่มารดาทิ้งไว้ก่อนจากไป เขาเคยคิดว่ามันเป็นของระลึกธรรมดา แต่พอหมดทางเดิน คนเรายอมคว้าทุกอย่าง แม้ความหวังที่ดูไร้เหตุผล
หลินฮ่าวสวมแหวน แล้วหลับตาอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ “ดัน” ชี่แบบเดิม เขาลองฟังร่างกาย ฟังเส้นชี่ ฟังจังหวะที่มันรั่วไหล ความรู้สึกนั้นคล้ายจับปลายด้ายที่ขาด แล้วพยายามหาปมที่ทำให้มันหลุด
ลมหายใจที่หนึ่ง…เงียบ
ลมหายใจที่สอง…ชี่เริ่มไหว
ลมหายใจที่สาม…แหวนเย็นวาบเหมือนโลหะจุ่มน้ำแข็ง
หลินฮ่าวลืมตาทันที
แหวนที่เคยหม่นเหมือนมีเงาแสงดำบาง ๆ ไหลผ่านคล้ายควัน และในความเงียบของห้อง เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ดัง แต่ชัดเจนเหมือนอยู่ข้างหู
“ในที่สุด…เจ้าก็ยอมสวมมัน”
เลือดเย็นไหลขึ้นตามสันหลัง หลินฮ่าวมองไปรอบห้อง ไม่มีคน ไม่มีเงา แต่เสียงนั้นไม่ใช่ภาพหลอน เขาเจ็บมาเยอะพอจะรู้ว่า “ความเจ็บ” กับ “ความกลัว” ต่างกัน และเสียงนี้มีน้ำหนักของความจริง
“ใคร!” เขาถามเสียงต่ำ มือเอื้อมไปหยิบมีดสั้นบนโต๊ะโดยสัญชาตญาณ
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้น “คำถามแรกของเจ้า…เหมาะสม”
หลินฮ่าวไม่วิ่งหนี เขาไม่ใช่คนที่มีทางเลือกมากนัก หากสิ่งนี้จะฆ่าเขา มันฆ่าได้ตั้งนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาสวมแหวนคืนนี้
“เจ้าต้องการอะไร” เขาถาม
เสียงนั้นตอบช้า ๆ “ข้าต้องการอยู่…และเจ้าต้องการกลับไปเป็นคนที่โลกต้องก้มหน้าให้”
หลินฮ่าวกัดฟัน “อย่าพูดเหมือนรู้จักข้า”
“ข้ารู้จักความแค้นในดวงตาเจ้า” เสียงตอบ “สามปี…เจ้ากลืนมันลงท้องทุกวัน”
เงาดำบาง ๆ ไหลออกจากแหวน เหมือนหมอกจับตัวกันเป็นร่างคนแก่ในชุดคลุมหม่น ดวงตาคมเหมือนคมมีด แค่ยืนอยู่ก็ทำให้อากาศหนักขึ้น เหมือนห้องแคบลงโดยไม่มีใครขยับ
“เรียกข้าว่า โม่อู๋เยี่ยน” เขาพูด “คนเคยเรียก…ผู้เฒ่าโม่”
หลินฮ่าวจ้องเขา “เจ้าคือจิตวิญญาณ?”
ผู้เฒ่าโม่ยิ้มมุมปาก “เรียกอย่างนั้นก็ได้”
หลินฮ่าวไม่เสียเวลาวน เขาถามทันที “สามปีที่ผ่านมา…พลังข้าหายไปเพราะเจ้าใช่ไหม”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ปฏิเสธ “ใช่…ส่วนหนึ่ง”
คำตอบตรงจนโหด เหมือนมีดกรีดโดยไม่แคร์ว่าจะเจ็บแค่ไหน
หลินฮ่าวรู้สึกเลือดในอกเดือด แต่เขากดมันไว้ “ส่วนหนึ่ง?”
ผู้เฒ่าโม่ยกมือช้า ๆ นิ้วชี้แตะอากาศเหมือนวาดเส้น “เพราะเจ้ามี รอยแยกชี่ อยู่แล้ว ชี่ของเจ้ารั่วไหลเหมือนน้ำในภาชนะที่แตก ข้าเพียง…ดูดเศษที่รั่วนั้นเพื่อคงอยู่”
หลินฮ่าวหัวเราะในลำคอ “งั้นเจ้าก็คือปลิง”
ผู้เฒ่าโม่ไม่โกรธ “ปลิงก็ยังทำให้เจ้ารู้ว่าร่างเจ้ามีแผล”
คำพูดนั้นตบหน้าแบบไม่ต้องยกมือ หลินฮ่าวเงียบ เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดจริง รอยแยกชี่…เขาตามหามันมาสามปี หมอยา ครูฝึก และผู้รู้หลายคนบอกได้แค่ว่า “เส้นชี่ผิดปกติ” แต่ไม่มีใครระบุ “ต้นเหตุ” ได้ชัด
ผู้เฒ่าโม่ก้มมองเขา “เจ้าจะฆ่าข้าไหม”
หลินฮ่าวกำมีดแน่น เขาอยากฆ่า อยากฉีกให้หายแค้น แต่เขาไม่ใช่เด็กที่เอาอารมณ์นำ เขารู้ว่าในมือเขาตอนนี้—มีดเล่มนี้ฆ่าได้แค่เนื้อหนัง ไม่ได้ฆ่าปัญหา
ถ้าฆ่าแล้วได้อะไร? ได้ความสะใจชั่วครู่ แล้วกลับไปเป็นคนที่โดนหัวเราะเหมือนเดิม
หลินฮ่าวจึงวางมีดลงช้า ๆ แล้วพูดชัด “ถ้าเจ้าอยากอยู่…ก็ช่วยข้า ข้าจะไม่ยอมเป็นหมากของเจ้า”
ผู้เฒ่าโม่หัวเราะเบา “ดี…อย่างน้อยเจ้ายังมีฟัน”
เขาชี้ไปที่ตันเถียนของหลินฮ่าว “ถ้าอยากฟื้น เจ้าอย่าฝึกแบบคนทั่วไปอีก เจ้าต้อง ‘ปิดรอยแยก’ ก่อน มิฉะนั้นชี่ที่ฝึกมาก็รั่วหมด ต่อให้กินยาทั้งหอหมื่นโอสถก็ไร้ค่า”
หลินฮ่าวถามทันที “ทำอย่างไร”
ผู้เฒ่าโม่ตอบช้า ๆ เหมือนตั้งใจให้ทุกคำหนัก “คืนนี้เริ่มด้วย สามลมหายใจปิดรอยแยก ถ้าพลาด—เส้นชี่จะแตกหนักขึ้น เจ้าพิการ หรือไม่ก็ตาย”
คำว่า “ตาย” ถูกพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ เหมือนมันเป็นแค่ผลลัพธ์หนึ่งในหลายผลลัพธ์ ไม่ใช่เรื่องใหญ่
หลินฮ่าวไม่สะดุ้ง เขาแค่พยักหน้า “เริ่ม”
ผู้เฒ่าโม่มองเขาเหมือนประเมิน “เจ้ากล้าเพราะสิ้นหวัง หรือเพราะมีใจจริง”
หลินฮ่าวตอบ “ทั้งสอง”
ผู้เฒ่าโม่ยิ้ม “งั้นฟังให้ดี…”
เขาขยับปลายนิ้ว วาดเส้นในอากาศเหมือนเขียนตำรา “สามลมหายใจนี้ไม่ใช่การดันชี่ให้มากขึ้น แต่เป็นการ ‘เย็บ’ เส้นชี่ที่รั่ว เจ้าต้องทำให้ชี่ไหลช้าและนิ่งเหมือนน้ำหนักหิน ไม่ใช่เหมือนลม”
หลินฮ่าวนั่งขัดสมาธิหลังตรง วางมือบนเข่า หายใจให้ลึกขึ้น เขาคุมให้ไหลเข้าท้อง ไม่ให้ยกขึ้นหน้าอก
“ลมหายใจที่หนึ่ง—ปิดปากแผล” ผู้เฒ่าโม่สั่ง “เจ้าอย่าฝืนแน่น แค่ทำให้ชี่คลุมรอยรั่วไว้”
หลินฮ่าวสูดลมเข้าช้า ๆ แล้วปล่อยชี่ลงตันเถียน ความรู้สึกเหมือนจับน้ำให้หยุดไหล เขาพยายาม “คลุม” จุดที่รั่วด้วยชี่บาง ๆ
เจ็บแปลบขึ้นเบา ๆ เหมือนรอยแผลโดนแตะ แต่ไม่ถึงขั้นแทงลึก
“ดี” ผู้เฒ่าโม่พูด “ลมหายใจที่สอง—เย็บขอบแผล”
หลินฮ่าวทำตาม ชี่ไหลเป็นวงเล็กกว่าเดิม เขาค่อย ๆ บีบให้ชี่เชื่อมกันเป็นเส้นคล้ายด้าย
ทันทีที่ชี่เริ่ม “เกาะ” กัน ความเจ็บพุ่งขึ้นทันที เหมือนเข็มเย็นแทงทะลุหน้าอก มือหลินฮ่าวสั่นน้อย ๆ แต่เขากัดฟันคุมไว้ ไม่ให้ลมหายใจแตก
“อย่าหยุดกลางทาง” ผู้เฒ่าโม่เตือน “หยุดตอนนี้ แผลจะฉีกกว่าเดิม”
หลินฮ่าวฝืนคุมต่อ เหงื่อซึมที่ขมับ ทั้งที่อากาศหนาว
“ลมหายใจที่สาม—ปิดให้แน่น” ผู้เฒ่าโม่กล่าวช้า ๆ “นี่คือจุดที่คนตายมากที่สุด เพราะโลภ อยากให้หายเร็ว แต่ร่างไม่ยอมรับ”
หลินฮ่าวกลืนน้ำลาย เขารู้ว่าเขากำลังเดินบนเชือกบาง เขาไม่รู้ว่าปลายทางเป็นการฟื้น หรือเป็นการตกลงเหว
เขาสูดลมหายใจเข้า…ช้ากว่าเดิมอีก ให้ชี่หนาแน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ อัดลงไปตรง “รอยรั่ว” ที่รู้สึกได้
ความเจ็บระเบิดทันที
ไม่ใช่แค่เจ็บหน้าอก แต่มันเหมือนเส้นชี่ทั้งตัวถูกลากตึงพร้อมกัน กล้ามเนื้อรอบลำตัวเกร็งจนแผ่นหลังตึง มือเย็นชาเหมือนเลือดหยุดไหล
หลินฮ่าวได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังในหู
ตุบ…ตุบ…ตุบ
ผู้เฒ่าโม่กดเสียงต่ำ “คุมไว้ อย่าปล่อยให้ชี่พุ่งขึ้นคอ ถ้าพุ่งขึ้นคอ เจ้าจะอาเจียนเลือด แล้วจะไม่คุมได้อีก”
หลินฮ่าวพยายามกดชี่ลงตันเถียน แต่ในวินาทีที่เขาคุมได้ เสียง “แกร๊ก” เบา ๆ ดังในร่างกายเหมือนเส้นอะไรบางอย่างหักหรือเชื่อม
ความเจ็บลดลงฉับพลัน เหมือนฝนหยุดตกแบบไม่มีสัญญาณ
หลินฮ่าวลืมตา หายใจแรงหนึ่งครั้ง แล้วค่อย ๆ กลับมาคุมให้สม่ำเสมอ
เขารู้สึก…แปลก
ชี่ที่เคยรั่วเหมือนน้ำ ตอนนี้มัน “ชะลอ” ลง ราวกับรูรั่วถูกปิดบางส่วน แม้ยังไม่สนิท แต่พอให้ชี่อยู่ได้นานขึ้นหนึ่งลมหายใจ
หลินฮ่าวกำมือแน่น ความรู้สึกนี้ทำให้เขาอยากหัวเราะและอยากร้องไห้พร้อมกัน เพราะสามปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเอง “ก้าวหน้า” แม้เพียงนิด
ผู้เฒ่าโม่พูดช้า ๆ “เจ้าปิดได้แค่ชั้นนอก ยังไม่จบ แต่คืนนี้เจ้ารอด”
หลินฮ่าวมองเขา “แปลว่าข้ายังต้องทำอีก”
ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า “อีกหลายคืน และต้องใช้ ‘ตัวช่วย’ ถ้าไม่มี ตัวเจ้าจะรับไม่ไหว”
หลินฮ่าวถามทันที “ตัวช่วยอะไร”
ผู้เฒ่าโม่ยิ้มมุมปาก “ทรัพยากร…ที่พวกมันไม่ยอมให้เจ้าถึงง่าย ๆ”
หลินฮ่าวเข้าใจในวินาทีเดียว เขาเห็นภาพรองประมุขจื้อเหวิน เห็นหลินหยวนเซิ่ง เห็นเสียงหัวเราะในลานฝึก ทุกอย่างชัดขึ้นเหมือนหมอกถูกลมพัดออก
หากเขาจะฟื้น เขาต้อง “แย่ง” สิ่งที่ควรเป็นของเขากลับมา
แต่การแย่งด้วยกำลังตอนนี้ยังเร็วเกินไป
เขาต้องแย่งด้วย “แผน” ก่อน
ผู้เฒ่าโม่พูดต่อเหมือนอ่านใจ “ตั้งแต่คืนนี้ไป เจ้าต้องฝึกแบบคนที่กำลังลอบรอด ไม่ใช่ฝึกแบบคนที่อยากให้คนชม และจำไว้…ศัตรูตัวจริงของเจ้าไม่ใช่เฉิงอาน ไม่ใช่เด็กในลานฝึก แต่คือคนที่กำลังใช้ ‘กฎของตระกูล’ เป็นมีด”
หลินฮ่าวเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถาม “รองประมุขจื้อเหวิน?”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบตรง “เจ้าจะรู้เอง…เมื่อเขาลงมือ”
ทันใดนั้น นอกห้องมีเสียงฝีเท้าเบามาก เหมือนคนเดินช้า ๆ ผ่านเรือนแล้วหยุดฟัง
หลินฮ่าวชะงัก สายตาเปลี่ยนเป็นคมทันที
ผู้เฒ่าโม่กระซิบ “มีคนแอบฟัง เจ้าถูกจับตาอยู่แล้ว”
หลินฮ่าวไม่ลุกพรวด เขาคุมลมหายใจให้นิ่ง แล้วพูดเสียงปกติราวกับพูดกับตัวเอง “วันนี้ยากอีกแล้ว…”
จากนั้นเขาจงใจขยับขวดหยกให้ดังนิด ๆ เหมือนคนจะกินยา แล้วเดินไปปิดตะเกียงให้แสงหรี่ลง
ฝีเท้าด้านนอกขยับถอยไปช้า ๆ
หลินฮ่าวยืนอยู่ในความมืด หัวใจเต้นหนัก แต่ไม่ใช่เพราะกลัว เขารู้สึกถึง “เกม” ที่เริ่มเดินแล้วจริง ๆ
ผู้เฒ่าโม่กล่าวเป็นประโยคสุดท้ายของคืนนี้ “พรุ่งนี้เช้าเจ้าจะเหมือนเดิมในสายตาคนอื่น แต่ข้างใน…เจ้าจะเริ่มเปลี่ยน และเมื่อเจ้าเปลี่ยน คนที่เคยหัวเราะจะเริ่มไม่สบายใจ”
หลินฮ่าวกำแหวนแน่น “บทต่อไปข้าต้องทำอะไร”
ผู้เฒ่าโม่ยิ้ม “บทต่อไป…เจ้าต้องหาทรัพยากรเพื่อปิดรอยแยกชั้นใน และเจ้าต้องทำโดยไม่ให้รองประมุขจับได้”
หลินฮ่าวหลับตา สูดลมหายใจให้ยาว เขารู้แล้วว่าเส้นทางกลับขึ้นยอดเขาไม่ได้เริ่มจากการตะโกนให้คนยอมรับ แต่มันเริ่มจากการ “เอาตัวรอดจากเงา” และสะสมแรงพอจะกัดคืนทีละคำ
คืนนี้…ชื่อที่ไม่มีใครเอ่ยนาม
เริ่มกลับมามีเสียงในหัวของตัวเองอีกครั้ง
และเสียงนั้นกำลังบอกเขาว่า—
อย่ารอให้โลกให้โอกาส จงบังคับให้โลกต้องให้
ปลายบท—เชื่อมไปบทที่ 2
ก่อนจะหลับ หลินฮ่าวมองไปที่หน้าต่างอีกครั้ง เงาคนนอกเรือนไม่อยู่แล้ว แต่ความรู้สึกว่า “มีคนรู้” ยังติดอยู่เหมือนหนาม
ผู้เฒ่าโม่ทิ้งคำเตือนสุดท้ายไว้ในความมืด
“พรุ่งนี้…คนจะมาหาเจ้า ไม่ใช่ด้วยไมตรี แต่ด้วยข้ออ้าง และเจ้าจะต้องเลือก—จะก้มหน้า หรือจะเริ่มวางกับดัก”
หลินฮ่าวค่อย ๆ กำมือเหนือแหวน ราวกับกำชะตาตัวเองไว้แน่น
(บทที่ 2: ใครคือคนที่มาพร้อม “ข้ออ้าง” และหลินฮ่าวจะเริ่มหาทรัพยากรต้องห้ามเพื่อปิดรอยแยกอย่างไรโดยไม่ถูกจับได้?)
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น